2006/Jul/24

คือ มีการย้ายวันลงชุมนุมอีกแล้วอ่ะ เป็นวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 เวลาอาจจะเป็นตอนเที่ยงอ่ะมั่ง?ยังไงก็ต้องขออภัยในความไม่สะดวกในหลายๆเรื่องด้วยน่ะค่ะ/ครับ

สำหรับเรื่องวาดรูปการ์ตูนเหมือนคนนั้น พี่ต้องขอโทษด้วยน่ะที่เอามาลงไม่ได้ เนื่องจากมีปัญหาในหลายๆเรื่องด้วยกันอ่ะ (- -") ขอทีน่ะจ๊ะ (- -") ฮื่อๆ เอาเป็นว่า เดี๋ยวพวกพี่จะสอนเป็นตัวต่อตัวเลยแล้วกัน ใครสอนใจติดต่อหาที่พี่แป้งได้น่ะ พี่นี้แหละจะเป็นคนสอนเอง (ลุยโลด) นอกนั้น ก็มี พี่ตูน พี่อัง ที่วาดรูปเป็นและพอที่จะให้คำแนะนำให้กับน้องๆได้

ก่อนอื่นๆ พี่จะให้คำแนะนำและวิธีการง่ายๆเลยน่ะค่ะ / ครับ

ก็การวาดรูปต่างๆเนี๊ย แต่ก่อนมันเริ่มมาจากการวาดลอกเลียนแบบธรรมชาติต่างๆ รวทั้งการเคลื่อนไหวของร่างกายสิ่งมีชีวิต และ สิ่งไม่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก ทะเสสาป ป่าไม้ สัตว์

ต่อมาผู้คนต่างๆก็เริ่มหันเข้ามาสนใจในเรื่องของศาสนา จึงทำให้มีการวาดภาพเกี่ยวกับสวรรค์ พระเยซู และสิ่งเหนือธรรมชาติมากมายตามความเชื่อของศาสนา เช่น ในช่วงยุคของ ดาวิชี ซึ่งเป็นจิตกรชื่อดัง เขาได้วาดภาพ "The last supper" จนกลายเป็นที่ถงเถียงในปัจจุบันว่า ใครเป็นใครในภาพ

ต่อมา มนุษย์เราเริ่มสนใจในร่างกาย ยกตัวอย่างง่ายๆ ดาวิชี ซึ่งแต่ก่อนนั้น เขาได้วาดรูปภาพมามากมาย จนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา เขาเริ่มสนใจเกี่ยวกับร่างกายของมนุษย์ และได้มีการวาดภาพจำลองระบบอวัยวะภายในร่างกายต่างๆไว้ในสมุดของเขา

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่เกร็ดเล็กๆน้อยๆของการเรียนรู้การวาดภาพ ว่ามีความเป็นมายังไง ( - -" )

สุดท้ายพี่ขอทิ้งท้ายนักวาดภาพชื่อดังคนนี้ไว้แล้วคน เพื่อให้น้องๆได้ศึกษาไว้อย่างคราวๆ

ที่เหลือนี้ก็เกี่ยวกับ เรื่องการวาดภาพเล็กๆน้อยๆจากผู้ที่มีความรู้น่ะ เป็นที่มาและที่ไป

Chiaroscuro ตามความหมายของคำๆ นี้แปลว่าความมืดกับความสว่าง (Bright-Dark )ในภาษา Italian ซึ่งเทคนิคที่เรียกว่า Chiaroscuro นี้มันเป็นผลโดยตรงมาจากการบุกเบิกของ Leonardoโดยแท้ ซึ่ง Leonardo ได้ใช้แสงและเงาที่ตัดกันมาบรรยาย เล่าเรื่องในงานของเขา แต่สิ่งที่ Leonardo ริเริ่มไว้นั้น มันจะได้รับการพัฒนาต่อ และ เราจะเห็นได้ชัดเจนมากในงานของศิลปินชาว Italian ที่ชื่อ Caravaggio ซึ่งงาน ของเขานั้น จะเห็นได้ถึงเทคนิค Chiaroscuro ได้ชัดเจนมาก Caravaggioเขาจะสร้างภาพและบรรยายภาพ ของเขาด้วยจิตวิญญาณที่อัดแน่นเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาในคริตร์ศาสนา โดยร่างคนในงานของเขาจะถูกสร้าง ขึ้นมาด้วยแสง และเงาที่ตัดกันอย่างรุนแรงที่สุด เท่าที่ศิลปินอิตาเลี่ยนคนใดๆ เคยทำมา ความลึกของภาพ และ องค์ประกอบต่างๆในภาพ ก็เกิดจาก แสง และ เงาอีกเช่นเคย เรียกได้ว่าทุกสิ่งในภาพถูกสร้างขึ้นด้วยความมืด กับความสว่างที่ตัดกันอย่างรุนแรง การใช้แสงเงาแบบ Chiaroscura ของ Caravaggio นี้ได้ส่งอิทธิพล อย่าง มากต่อศิลปินในศตวรรษที่ 17 ตัวอย่างเช่น Georges de la Tourได้ใช้เทคนิคแสงที่มีความมืดที่เกินจริงมา ใช้ในงานของเขา และ ศิลปินในสมัยต่อมาก็จะมี ศิลปินอย่าง Rembrandt ที่ใช้แสง Spotlight ในการบรรยาย ภาพ และ ศิลปินช่วงท้ายๆในศตวรรษที่19 ก็มี Manet ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Caravaggio ในการใช้แสง และ เงาที่ตรงกันข้ามในโทนสีที่ค่อนข้างจะมืด
Michelangelo Caravaggio เป็นจิตรกรชาว Italian เขาเป็นจิตรกรคนแรกที่ สามารถนำเอาแสง แบบ Abstract กับภาพเหมือนจริงมาไว้ด้วยกันไว้สำเร็จ และได้ดุลยภาพ งานชิ้นสำคัญของ Caravaggio นั้นอยู่ที่โบสถ์ Contarelli Chapel ในกรุง Rome นั่นก็คือภาพที่ชื่อ "The Calling of St. Matthew" ซึ่งเป็นภาพเกี่ยวกับคริสศาสนา แต่สิ่งที่ Caravaggio นำเสนอออกไปในภาพนี้นั้น กลับไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ ทางศาสนาที่มีความมหัศจรรย์ แต่กลับเป็นภาพที่มีเรื่องราวทางศาสนา ที่ดูเรียบง่ายเหมือนจริงและเต็มเปี่ยม ไปด้วยอารมณ์ Caravaggio ได้จัดวางภาพโดยกำหนดให้มีแสง และเงาตัดกันอย่างรุนแรง ไม่มีการ ประนี ประนอม ให้นุ่มนวลเลย เราจะเห็นแสงแบบ "Spotlight" บริเวณ ทางซ้ายมือที่สว่างเป็นลำแสงทอดมาตกกระทบ เฉพาะบริเวณศรีษะ และมือของคนในกลุ่มเช่นเดียวกับร่างคนทางขวา สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่า ภาพนี้เป็นภาพ ทางศาสนานั้น มีเพียงแต่ร่างของพระเยซู ที่ปรากฏกายขึ้นมาจากเงามืดทางด้านขวาพร้อมกับแสงที่ตกกระทบ ที่พระเศียรราวกับเป็นวงรัศมี
การที่ Caravaggio ใช้แสงนี้เป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซู ซึ่งถือได้ว่ามีความแตกต่างและก้าวหน้าอย่างมาก กับจิตรกรในสมัยนั้น เราจะเห็นได้ว่า มีความก้าวหน้ามากมายในงานชิ้นนี้ของ Caravaggioไม่ว่าจะเป็น การใช้ความ Realism มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับศาสนา, การใช้แสงแบบ Abstract สิ่งต่างๆ เหล่านี้นี่เองที่ทำให้ อิทธิพลของ Caravaggio ส่งกับจิตรกรในสมัยต่อมามากมายอย่างเช่น Rembrandt ,De la tour
ภาพ The Calling of st.Matthew ของ Caravaggio ภาพนี้มันได้อธิบายและแสดงถึงคำว่า "Chiaroscuro" ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นก็คือ เทคนิคการใช้แสงที่ตัดกันอย่างรุนแรง เป็นตัวเล่าเรื่องและแสดง อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาพ ซึ่ง Caravaggioได้แสดงออกมาในงานของเขาได้อย่างสมบูรณ์ แบบมากที่สุด อย่างที่ไม่มีใครเหมือน

ศิลปินอีกคนที่ได้รับอิทธิพลจาก Caravaggio คนสำคัญก็คือ Rembrandt เขาเกิดในเมือง Leyden ที่ประเทศ Holland เขาได้เรียนศิลปะกับ Pieter Lastmann และ Gerard Honthorst ที่กรุงอัมส์เตอร์ดัม และณ.ที่ห้องปฏิบัติการของ Honthorst นี้เองที่Rembrandt ได้รู้จักกับงานของCaravaggio ที่มีแสง-เงา ตัดกันอย่างรุนแรง และได้อารมณ์เป็นอย่างมาก และรูปแบบศิลปะการใช้แสงแบบ Chiaroscuro ของ Italy นี้เอง ที่ได้ทิ้งรอยอันไม่มีวันลืมไว้ในจิตใจของ Rembrandt หลังจากความประทับใจครั้งนี้ Rembrandt ได้กลับไป ทำงานใน Studio ของเขาโดยรับอิทธิพลของ Caravaggio อย่างเต็มเปี่ยม สิ่งที่เห็นได้ชัดในลักษณะงาน ของเขา ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก็คือร่างคน และสิ่งของจะมีรูปทรงที่สร้างขึ้นให้เหมือนจริง โดยมีความ หนักแน่น เป็นกลุ่มก้อน โดยทำให้ดูสว่างขึ้นด้วยแสงที่เจิดจ้า ตัดกับเงามืดอย่างได้อารมณ์ แต่ลักษณะแสงของ Rembrandt ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาก็คือ แสงที่ส่องอย่างเป็นอิสระ คือตรงโน้นที ตรงนี้ที หรือที่เรียก กันว่าแสงแบบ "Spotlight" ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดในภาพที่ชื่อ "The Night watch"

ภาพ Night watch ของ Rembrandt นี้เป็นภาพที่ทำให้ ชื่อเสียงของเขาในสมัยนั้น ถูกดูถูกเป็นอย่างมาก ในฐานะของศิลปิน ถึงกับมีคนกล่าวขานกันในสมัยนั้นว่า เป็นจุดเสื่อมของ Rembrandt เลยทีเดียว ภาพนี ้เป็นภาพของกองทหารของอัมสเตอร์ดัม เราจะเห็นว่าใบหน้าของทหารหลายๆ คนจะจมหายไปกับเงามืด โดยมีแต่ หัวหน้ากองกับผู้ช่วยเท่านั้น ที่ออกมาดูสว่างและแสดงตัวชัดเจน ทั้งภาพจะถูกเขียนขึ้นมาด้วยแสงและเงาตัดกัน อยู่ทั่วไป โดยไม่สนใจที่จะเขียนรูปคนใดคนหนึ่งให้เห็นกันจริงๆจังๆ มีการแต้มจุดสว่างไปในแนวนอนเพื่อ ความสมดุลย์ จุดเด่นในภาพนี้ก็คือ การที่ Rembrandt ได้ใช้แสงที่สว่างแวบไปตรงโน้นที ตรงนี้ที เพื่อเป็น การส่งอารมณ์ สาเหตุเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้ว่าจ้างที่จ้างให้ Rembrandt วาดรูปไม่พอใจในรูปแบบ การวาดรูป ที่ตามใจตัวเองเช่นนี้

Georges de la Tour ก็เป็นอีกคนที่รับอิทธิพลมาจาก Caravaggio ด้วยเหมือนกันในเรื่อง การใช้แสง แบบมืดสว่างตัดกัน อย่างรุนแรงแต่ De la tour ทำให้มันตัดกันรุนแรงกว่าที่เคยมีมา ซึ่งไม่ใช่อารมณ์ ฉับพลัน แบบ Rembrandt แต่เขาใช้แสงของเทียนไข มาช่วยในการแสดงให้ร่างคนนิ่ง ดุจดังรูปั้น ทำให้เกิดความ สงบเงียบไปทั่วทั้งภาพ และยังมีการแสดงการใช้ Silhouetted ตรงบริเวณมืออีกด้วย

จาก http://www.artofcolour.com/chiaroscuro.html

ขอให้โชคดีทุกคนน่ะค่ะ/ครับ


edit @ 2006/07/24 11:04:53
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อ่าดีๆๆๆ ทำไมคนไม่ค่อยcommentเลยอะ
#1  by  lucasia ertanof (202.28.25.124 /10.0.0.228) At 2006-07-24 12:31, 
. . . (ไม่มีความคิดเห็นใดๆ) . . .
#2  by  เกล็ดน้ำแข็ง (203.150.139.65) At 2006-08-02 14:48, 
สัส
#3  by  เจมส์ (203.113.51.6) At 2008-01-14 13:09, 
question surprised smile double wink
#4  by   (203.113.51.6) At 2008-01-14 13:09, 

<< Home